Trip Loei

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วิธีจัดทำกระดาษทำการสำหรับผู้สอบบัญชี

กระดาษทำการ หมายถึง หลักฐานที่แสดงถึงการปฏิบัติงานตรวจสอบและรับรองบัญชี หลักฐานที่ได้รับจากการปฏิบัติงานตรวจสอบ และรับรองบัญชี และสิ่งที่ตรวจพบจากการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีภาษีอากร ซึ่งได้แก่ เอกสารที่ผู้สอบบัญชีภาษีอากรได้จัดทำขึ้นเอง เอกสารที่ได้รับมาจากกิจการที่ทำการตรวจสอบ หรือที่ขอจากบุคคลภายนอกกิจการ ทั้งนี้เพื่อใช้ในการจัดทำรายงาน การตรวจสอบ และรับรองบัญชี
การจัดทำกระดาษทำการ
กระดาษทำการไม่มีขอบเขต รูปแบบ และเนื้อหาที่แน่นอนขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ และเนื้อหาในเรื่องที่ตรวจสอบ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของการใช้ดุลยพินิจ เยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพของผู้สอบบัญชีภาษีอากรเอง แต่อย่างไรก็ตาม ขอบเขต รูปแบบ และเนื้อหาของกระดาษทำการควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

1. ขอบเขตของกระดาษทำการ
การกำหนดขอบเขตของกระดาษทำการ ผู้สอบบัญชีภาษีอากรจะต้องพิจารณาถึงธุรกิจที่ตรวจสอบ และมาตรฐานการปฏิบัติงานที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด โดยจะต้องรวบรวมสิ่งที่มีความจำเป็น และเหมาะสม ในการตรวจสอบบันทึกไว้ในกระดาษทำการ

2. รูปแบบและเนื้อหาของกระดาษทำการ
ผู้สอบบัญชีภาษีอากรจะต้องออกแบบ และจัดทำกระดาษทำการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และความต้องการของตน ในการตรวจสอบ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ของการตรวจสอบ และรับรองบัญชีของแต่ละกิจการ ซึ่งผู้สอบบัญชีภาษีอากร อาจใช้กระดาษทำการที่แต่ละสำนักงาน จัดทำไว้เป็นรูปแบบมาตรฐานก็ได้ ความแตกต่างของรูปแบบ และเนื้อหาของกระดาษทำการที่ผู้สอบบัญชีภาษีอากร ต้องจัดทำนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะ และความซับซ้อนของธุรกิจ ลักษณะ และสภาพของระบบบัญชี และระบบการควบคุมภายในของกิจการ การใช้กระดาษทำการ เพื่อประโยชน์ในการสั่งการ การควบคุมดูแล และ การสอบทานงานที่ปฏิบัติ โดยผู้ช่วยผู้สอบบัญชีภาษีอากร

3. สาระสำคัญที่ควรปรากฏในกระดาษทำการ
1. กระดาษทำการควรแสดงให้เห็นว่าผู้สอบบัญชีภาษีอากร ได้จัดทำแนวทางการสอบบัญชีอย่างระมัดระวัง และรอบคอบ และได้ควบคุมการปฏิบัติงาน ของผู้ช่วยผู้สอบบัญชีภาษีอากร (ถ้ามี) โดยใกล้ชิด
2. กระดาษทำการต้องแสดงให้เห็นว่า ข้อมูล และตัวเลขในงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีภาษีอากรรับรองถูกต้อง ตรงตามบันทึก และหลักฐานทางการบัญชี ของกิจการที่ตรวจสอบ
3. กระดาษทำการต้องแสดงให้เห็นว่าผู้สอบบัญชีภาษีอากร และผู้ช่วยผู้สอบบัญชีภาษีอากร ได้ปฏิบัติงานตรวจสอบตามแนวทางการสอบบัญชี ที่ได้กำหนดขึ้นโดยถูกต้อง และครบถ้วน
4. กระดาษทำการต้องแสดงข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติงานตรวจสอบ และรับรองบัญชี โดยจะต้องแสดงถึงการทดสอบความถูกต้องของรายการบัญชี การตรวจสอบความถูกต้อง ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญทางด้านภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร การปรับปรุงกำไรสุทธิ/ขาดทุนสุทธิทางบัญชี เป็นกำไรสุทธิ/ขาดทุนสุทธิทางภาษี และการตรวจสอบรายการในแบบแจ้งข้อความ ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) รวมถึงการแจ้งปริมาณ และขอบเขตการตรวจสอบแต่ละด้าน ในกรณีที่ผู้สอบบัญชีภาษีอากรมิได้กำหนดไว้ในแนวทางการสอบบัญชี
5. กระดาษทำการต้องแสดงผลการตรวจสอบในแต่ละเรื่อง รวมถึงข้อบกพร่องหรือสิ่งผิดปกติอันมีสาระสำคัญที่ผู้สอบบัญชีภาษีอากรได้ ตรวจพบ การวินิจฉัย และข้อสรุปเกี่ยวกับข้อบกพร่อง หรือสิ่งผิดปกติที่ตรวจพบ คำชี้แจงของผู้บริหารของกิจการในเรื่องดังกล่าว และข้อเสนอแนะที่ผู้สอบบัญชีภาษีอากรได้ให้แก่กิจการ ตลอดจนการแก้ไขข้อบกพร่องหรือสิ่งปกตินั้นว่าได้ดำเนินการแล้วหรือไม่อย่าง ไร

4. การใช้เครื่องหมายการตรวจสอบ
เครื่องหมายการตรวจสอบ หมายถึง สัญลักษณ์ที่ผู้สอบบัญชีภาษีอากรกำหนดขึ้นเอง โดยเครื่องหมายดังกล่าวจะมีรูปร่าง และความหมายที่ต่างกัน ซึ่งรูปแบบของสัญลักษณ์ จะไม่มีรูปแบบที่แน่นอน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้สอบบัญชีภาษีอากรจะกำหนด การใช้ครื่องหมายการตรวจสอบ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้สอบบัญชีภาษีอากร ได้ตรวจสอบข้อมูลในกระดาษทำการ ด้วยวิธีการตรวจสอบใด ดังนั้น ผู้สอบบัญชีภาษีอากร ต้องใส่เครื่องหมายการตรวจสอบ กำกับรายการที่ทำการตรวจสอบ และอธิบายความหมายของเครื่องหมายการตรวจสอบนั้น ไว้ในกระดาษทำการด้วย และเพื่อสะดวกในการสอบทานการตรวจสอบ เครื่องหมายการตรวจสอบจึงควรแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัด ด้วยการใช้ดินสอสีต่าง ๆ ทำเครื่องหมาย

5. ข้อปฏิบัติในการจัดทำกระดาษทำการ
1. จัดทำสารบาญกระดาษทำการที่แสดงถึงเรื่องต่าง ๆ ที่อยู่ในกระดาษทำการ เพื่อให้เห็นโครงสร้างของกระดาษทำการทั้งหมด
2. กำหนดรหัสอ้างอิงของกระดาษทำการ เพื่อใช้ในการอ้างอิงระหว่างกระดาษทำการที่เกี่ยวข้องกัน
3. ใน กรณีที่ผู้สอบบัญชีภาษีอากร ได้หลักฐานจากการสอบถามจากบุคลากรของกิจการ ผู้สอบบัญชีภาษีอากรต้องระบุชื่อของบุคลากรพร้อมตำแหน่งงาน เพื่อประโยชน์ในการอ้างอิงในภายหลัง
4. กระดาษ ทำการเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการปฏิบัติงานตรวจสอบ และรับรองบัญชี หลักฐานที่ได้รับจากการปฏิบัติงานตรวจสอบ และรับรองบัญชี และสิ่งที่ตรวจพบ จากการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีภาษีอากร ดังนั้น ผู้สอบบัญชีภาษีอากร ต้องเก็บรักษากระดาษทำการให้ปลอดภัยจากการถูกแก้ไข สูญหาย หรือการนำข้อมูล ที่อาจเป็นความลับของกิจการไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่น
กรรมสิทธิ์ของกระดาษทำการ
กระดาษทำการถือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้สอบบัญชีภาษีอากร ซึ่งผู้สอบบัญชีภาษีอากร จะต้องนำมาส่งมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบ การปฏิบัติงานของกรมสรรพากร เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตรวจสอบ และรับรองบัญชีของตน

พนักงานบัญชี-Accountants

นิยามอาชีพ
ผู้ปฏิบัติงานพนักงานบัญชี-Accountants ทำงานเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมรายการรายรับ และรายจ่ายของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จัดทำเป็นรายงานตามระบบ และระเบียบของการทำบัญชี จัดทำบัญชีด้วยตนเองหรือร่วมทำงานกับผู้อื่น กำกับดูแลการทำงานบัญชีของเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบความถูกต้อง และนำเสนอผู้มีหน้าที่ความรับผิดชอบตามลำดับ อาจทำงบดุลประจำปี อาจทำหน้าที่ในการรับ และการจ่ายเงินตามที่ได้รับมอบหมาย
ลักษณะของงานที่ทำ
พนักงานบัญชี ทำงานบันทึกข้อมูลการเงินขององค์การอย่างสมบูรณ์ตามระบบของการบัญชี และเป็นระเบียบแบบแผน เช่น บัญชีรายรับ หรือบัญชีรายจ่าย เป็นต้น ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร และบันทึกเกี่ยวกับการจ่ายเงิน การรับเงินและธุรกิจการเงินอื่นๆ และลงบัญชีแยกประเภทตรวจสอบการลงบัญชี ทำการคำนวณ และรวมยอดเงินเท่าที่จำเป็น
ทำงบดุล และรวบรวมรายงานการเงินตามระยะเวลาที่กำหนดเป็นประจำ เพื่อแสดงรายรับรายจ่าย บัญชีรายรับและรายจ่าย กำไรหรือขาดทุน และเรื่องราวเกี่ยวกับการเงินอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่กำลังดำเนินงานอยู่ คำนวณและจ่ายเงินค่าจ้าง ทำรายงานแสดงฐานะทางการเงิน ทำรายงานแสดงฐานะทางการบัญชีให้แก่ลูกค้า และปฏิบัติงานต่างๆ เกี่ยวกับการทำบัญชีทำบันทึกการเงินโดยใช้ เครื่องทำบัญชี ตรวจสอบการลงบัญชี ี้
รวบรวมรายงานเสนอตามระยะที่กำหนดเป็นประจำ ปิดงบการเงินประจำเดือน ทำหน้าที่ให้บริการทางการบัญชีแก่สถานประกอบการธุรกิจ บุคคล สถาบันเอกชน หรือหน่วยงานรัฐบาล รวมถึงการควบคุมดูแลการทำบัญชี และการตรวจสอบบัญชี การตรวจสอบ การรับรองความถูกต้อง และความครบถ้วนในการทำบัญชีและเอกสารทางการเงิน ตรวจสอบเอกสารการเบิกจ่าย จัดเตรียมงบทดลอง บันทึกรายการรับจ่ายประจำวัน
จัดทำรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มซื้อ และขายพร้อมทั้งเอกสารประกอบเพื่อนำเสนอกรมสรรพากร ทุกเดือน จัดทำรายงานภาษีเงินได้ของบริษัทเพื่อนำเสนอกรมสรรพากรทุกสิ้นปี
สภาพการจ้างงาน
ในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ จะได้รับเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา ส่วนในภาคเอกชน จะได้รับเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทหรือองค์กรที่จ้างงานพนักงานบัญชี ซึ่งไม่มีข้อกำหนดที่แน่นอนตายตัว ค่าจ้างที่ได้รับโดยเฉลี่ยมีดังนี้

    วุฒิการศึกษา                  เงินเดือน
                                  ราชการ       เอกชน
           ปวส.                5,600          6,000
      ปริญญาตรี            6,500          9,500
สภาพการทำงาน
พนักงานบัญชีทำงานในสถานที่ทำงานที่มีสภาพการทำงานเป็นสำนักงานที่มีอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกเช่นสำนักงานทั่วไป ในการทำงานจะต้องใช้เครื่องคิดเลขหรืออาจจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ช่วยงานบันทึกรายการ และการทำบัญชีในรูปต่างๆ
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
ผู้ประกอบพนักงานบัญชี-Accountantsต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าอนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางการบัญชี หรือเทียบเท่า หรือมีคุณวุฒิปริญญาตรีทางการบัญชี บริหารธุรกิจ หรือเทียบเท่าจากสถาบันการศึกษาซึ่งทบวงมหาวิทยาลัยรับรอง
- มีความซื่อสัตย์ในหน้าที่เนื่องจากทำงานเกี่ยวกับการเงิน
- มีความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในการนำเสนอข้อมูลทางบัญชีที่เชื่อถือได้ถูกต้องรวดเร็ว และ มีประโยชน์อย่างแท้จริงในการตัดสินใจ - มีความรอบคอบ วิจารณญาณ เพื่อพิจารณาหาหลักปฏิบัติที่เหมาะสม และส่งผลกระทบ ในด้านลบให้น้อยที่สุดแก่หน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง
- รับผิดชอบในการพัฒนาตนเอง และให้ความร่วมมือในการพัฒนาวิชาชีพ และสังคม
- สามารถใช้คอมพิวเตอร์ มีประสบการณ์ในด้านโปรแกรม software บัญชี มีความรู้ภาษาอังกฤษ ตามสมควร มีความรู้ระบบภาษีของไทย
ผู้ที่จะประกอบพนักงานบัญชี-Accountantsควรเตรียมความพร้อมดังต่อไปนี้ : ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าอนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางการบัญชี หรือเทียบเท่า หรือมีคุณวุฒิปริญญาตรีทางการบัญชี บริหารธุรกิจหรือเทียบเท่า จากสถาบันการศึกษาซึ่ง
โอกาสในการมีงานทำ
ในการดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่จะต้องมีพนักงานบัญชีทำงานด้านบัญชี ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจได้เจริญก้าวหน้าและขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า อาชีพพนักงานบัญชียัง คงเป็นที่ต้องการทั้งในหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือธุรกิจส่วนตัว
ผู้สำเร็จการศึกษาทางด้านบัญชีสามารถที่จะประกอบอาชีพในหน่วยงานต่างๆ ได้หลายแห่งทั้งที่เป็นหน่วยงานของราชการ และเอกชน นอกจากนี้

อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
นอกจากจะทำงานในด้านบัญชีโดยตรงแล้ว พนักงานบัญชียังอาจทำงานอย่างอื่นๆ ที่สอดคล้องกับวิชาชีพที่เรียนมา เช่น ทำงานในหน้าที่เกี่ยวกับงบประมาณการเงิน งานธนาคาร บริษัทประกันภัย ประกอบอาชีพอิสระโดยเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต หรือเป็นอาจารย์สอนบัญชีในวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยต่างๆสำหรับผู้ที่ศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไปหรือผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานมามาก เป็นต้น

การจะเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากรต้องทำอย่างไร

 
                                          วุฒิการศึกษา
                                          วิชาและขอบเขตวิชาที่ทดสอบ 
                                          วิธีการยื่นคำขอเข้ารับการทดสอบ
                                          การขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร

                                เมื่อเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากรแล้ว มีสิทธิและหน้าที่อย่างไร

                                          สิทธิของผู้สอบบัญชีภาษีอากร
                                          หน้าที่ของผู้สอบบัญชีภาษีอากร
                                               การยื่นแบบ บภ. 07/08
                                               การปฏิบัติงานตรวจสอบและรับรองบัญชี
                                               การทดสอบรายการตามแบบแจ้งข้อความฯ
                                               การรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชี
                                               การรักษาจรรยาบรรณ
                                               การอบรม 9 ชั่วโมงต่อปี
                                               การต่ออายุใบอนุญาตผู้สอบบัญชีภาษีอากร

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

บทบาทของนักบัญชียุคใหม่


 
ดย ศิริรัตน์ โชติเวชการ
ในอดีต ภาพของนักบัญชีคือบุคคลที่ไม่ค่อยสมาคมกับใครเพราะวันทั้งวันเคร่งเครียดกับการ เดบิตเครดิต
ตัวเลข บางครั้งใช้เวลาทั้งวันเพื่อจะควานหาตัวเลขที่ขาดหายจากบัญชีไปเพียงบาทสองบาท เพื่อให้ปิดงบลงตัวแต่ในวันนี้เมื่อรูปแบบของการทำบัญชีได้เปลี่ยนไปสู่การบัญชีเพื่อการจัดการ ก็เลยส่งผลให้นักบัญชีมีพัฒนาการไปไกลจากจุดเดิมเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการสำรวจความคิดเห็นของนักบัญชี ในสหรัฐอเมริกาและพบว่ามีการปรับตัวในด้านต่างๆ มากมายจึงนำมาเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้
ด้านภาพพจน์และการเป็นที่ยอมรับ เขา บอกว่าคนในองค์กรให้การยอมรับนักบัญชีมากขึ้น เพราะสามารถ
ช่วยพัฒนาระบบไอทีขององค์กรและสามารถให้ข้อมูลและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางธุรกิจการสื่อสารกับแผนกอื่นปัจจุบันนักบัญชีมีความสามารถในการสื่อสารกับผู้คนในแผนกอื่นมากขึ้น
การพัฒนาด้านบทบาทการทำงานนัก บัญชีได้เปลี่ยนบทบาทจากการทำงานอยู่แต่ในแผนกบัญชี
ไปสู่การพัฒนาเป็นผู้บริหารที่ช่วยทางด้านการจัดการได้มากขึ้น ความรู้สึก ต่อบทบาทของตนเอง นักบัญชีพอใจที่จะได้รับผิดชอบทั้งด้านบัญชีและการเงิน และอยากให้ผู้อื่นมองว่าตนเองเป็นนักการเงิน มากกว่า  เพราะดูทันสมัยดีความรู้พิเศษนอกเหนือจากบัญชี เมื่อถูก ถามว่านอกเหนือจากความรู้ในสายงานโดยตรงแล้วเขาคิดว่าควรเสริมความรู้ทางด้านใดที่จะทำให้ก้าวหน้าขึ้นคำตอบก็คือ
การสื่อสารกับคนรอบข้าง การทำงานเป็นทีม ความสามารถในการวิเคราะห์ ความแม่นยำในหลักการบัญชี
การคิดแบบนักธุรกิจคุณภาพชีวิต ข้อนี้ยังน่าเป็นห่วง
เพราะผลสำรวจบอกเราว่าเนื่องจากงานบัญชีเป็นงานหนักนักบัญชีจึงมักจะเลือกที่จะจมปลักอยู่กับงาน
มากกว่าการที่จะได้พักผ่อนแบบส่วนตัว
งานประจำวัน จากการสำรวจพบว่า งานประจำวันของนักบัญชีในปัจจุบันได้เข้ามีบทบาทเพิ่มขึ้นในงาน
ด้านต่างๆ ดังนี้ การให้คำปรึกษาภายในองค์กร การวางแผนกลยุทธ์ ในระยะยาว การจัดการเกี่ยวกับ
คอมพิวเตอร์ การบัญชีเพื่อการจัดการ การวิเคราะห์การเงินและเศรษฐกิจ ฯลฯและเมื่อถูกถามว่า เขาคิดว่า
อีก 5 ปีข้างหน้างานของเขาจะมีพัฒนาการไปทางใดเพิ่ม ขึ้น คำตอบที่ได้ก็คือการวิเคราะห์ผลกำไรเป็น
รายผลิตภัณฑ์หรือรายลูกค้า
แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นักบัญชีเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้จะเกิดขึ้นในอนาคต จะใช้เวลาไปทางด้านวางแผนและวิเคราะห์มากกว่าการทำรายงาน คอมพิวเตอร์และซอฟท์แวร์จะมีบทบาทมาก ขึ้นจะมีบทบาทในการให้คำแนะนำเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจมากขึ้นข้อมูลข้างต้นเป็นบทบาทของนักบัญชี ยุคใหม่
ที่มีพัฒนาการไปจากเดิมมากอย่างน่าสนใจทีเดียวอย่าลืมตัดข้อความนี้ส่งให้นักบัญชีข้างตัวท่านเพื่อเขาจะได้สำรวจตัวเองว่าได้มีการพัฒนาไปอย่างไรบ้างแล้ว

ประเภทของงานบัญชี

งานในวิชาชีพบัญชีสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. งานบัญชีของธุรกิจ (Private Accounting) คือ งานบัญชีที่นักบัญชีที่รับทำให้แก่องค์การธุรกิจเอกชนทั่วไป โดยนักบัญชีมีฐานะเป็นพนักงานของกิจการนั้น ๆ ซึ่งตำแหน่งของนักบัญชีเหล่านี้ได้แก่ ผู้อำนวยการบัญชี สมุห์บัญชี พนักงานบัญชี เป็นต้น และลักษณะงานที่ทำได้แก่ การวางรูประบบบัญชี การบัญชีต้นทุน การพยากรณ์ทางการเงิน การตรวจสอบภายใน การบัญชีภาษีอากร การบัญชีเพื่อการบริหาร เป็นต้น

2. งานบัญชีสาธารณะ (Public Accounting)
 คือ งานบัญชีที่เป็นอิสระ ไม่เป็นลูกจ้างใคร ดำเนินการให้บริการทางด้านการบัญชีให้แก่ลูกค้า เช่น การสอบบัญชี บริการด้านภาษี การจัดทำบัญชี และบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานด้านบัญชี เป็นต้น ซึ่งนักบัญชีอิสระที่ทำงานแขนงนี้จะต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายเสียก่อน
3. งานบัญชีของรัฐบาล (Governmental Accounting)
 คือ งานบัญชีที่นักบัญชีรับทำให้กับหน่วยงานรัฐบาลโดยนักบัญชีมีฐานะเป็นข้าราชการประจำของหน่วยงานราชการนั้น ลักษณะของงานที่ทำคือดูแลรับผิดชอบในการบันทึกรายการทางการบัญชีและทะเบียนต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นการบันทึกรายการทางการบัญชีในลักษณะที่มิได้มุ่งแสวงหากำไร และการบัญชีของส่วนราชการจะมีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เป็นผู้วางระเบียบและระบบของการบัญชีไว้ โดยหน่วยงานของรัฐบาลทุกหน่วยงานจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
สถาบันวิชาชีพทางการบัญชีในประเทศไทย

            ในประเทศไทยมีสถาบันที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพทางการบัญชีอยู่ 2 สถาบัน ที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลการจัดทำบัญชีของธุรกิจต่าง ๆ ให้เป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายที่ใช้ข้อมูลทางการบัญชี คือ

1. สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานในการจัดทำบัญชีและมาตรฐานในการสอบบัญชี เพื่อให้นักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ

2. คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชี (ก.บช.) มีหน้าที่ในการออกข้อบังคับ กฎเกณฑ์ และข้อกำหนด ในการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสอบบัญชีให้แก่นักบัญชีที่ต้องการเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญา

เส้นทางแห่งการก้าวขึ้นสู่การเป็นนักบัญชีอาชีพ

ผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติต้องดำเนินการอย่างไร
พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตามมาตรา 7(6) ได้ให้อำนาจอธิบดีกรมทะเบียนการค้ากำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี และอธิบดีกรมทะเบียนการค้าได้ออกประกาศกรมทะเบียนการค้า เรื่อง กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี พ.ศ.2543 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 10 สิงหาคม 2544 เป็นต้นไป ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
ใครคือผู้ทำบัญชี
ผู้ทำบัญชีตามประกาศดังกล่าว ได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้


กรณีที่เป็นพนักงานของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
ผู้ทำบัญชีคือ ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชี สมุห์บัญชี หัวหน้าแผนกบัญชี หรือผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว
กรณีที่เป็นสำนักงานบริการรับทำบัญชี
- สำนักงานที่มิได้จัดตั้งในรูปคณะบุคคล ผู้ทำบัญชี คือ หัวหน้าสำนักงาน
- สำนักงานที่จัดตั้งในรูปคณะบุคคล ผู้ทำบัญชี คือ ผู้เป็นหุ้นส่วน ซึ่งรับผิดชอบในการให้บริการรับทำบัญชี
- สำนักงานที่จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคล ผู้ทำบัญชี คือ กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งรับผิดชอบในการให้บริการรับทำบัญชี
บุคคลธรรมดา กรณีเป็นผู้รับจ้างทำบัญชีอิสระ
ผู้ช่วยผู้ทำบัญชี กรณีที่ผู้ทำบัญชีรับทำบัญชีเกินกว่า 100 ราย
บุคคลอื่นนอกจากที่ระบุ มาในข้างต้น
คุณวุฒิของผู้ทำบัญชีที่กำหนด พิจารณาตามขนาดของธุรกิจและตามประเภทนิติบุคคล ดังนี้


กลุ่ม 1 ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน และบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ณ วันปิดบัญชีใน
รอบปีที่ผ่านมา มีทุนจดทะเบียน ไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวม ไม่เกิน 30 ล้านบาท
และรายได้รวม ไม่เกิน 30 ล้านบาท
ผู้ทำบัญชี ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าอนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
(ปวส.) ทางการบัญชีหรือเทียบเท่าจากสถาบันการศึกษาซึ่งทางทบวงมหาวิทยาลัย
คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หรือกระทรวงศึกษาธิการ เทียบว่าไม่ต่ำกว่า
อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางการบัญชี
กลุ่ม 2 ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน และบริษัทจำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ที่มีทุน
จดทะเบียน สินทรัพย์รวม หรือรายได้รวม รายการใดรายการหนึ่ง เกินกว่าที่กำหนดใน
กลุ่ม 1 และธุรกิจที่มีความสำคัญ คือ บริษัทมหาชน จำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย กิจการ
ร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบธุรกิจธนาคาร เงินทุน หลักทรัพย์ เครดิตฟองซิเอร์
ประกันชีวิต ประกันวินาศภัย และผู้ประกอบธุรกิจซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนตาม
กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน
ผู้ทำบัญชี ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าจากสถาบัน
การศึกษาซึ่งทบวงมหาวิทยาลัย หรือคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หรือกระทรวง
ศึกษาธิการ เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี

เส้นทางสู่การเป็น CPA

ลำดับที่ 1
แจ้งการฝึกหัดงานสอบบัญชี ก่อนเริ่มฝึกหัดงาน ต่อสภาวิชาชีพบัญชี โดยใช้ แบบ ผส.1
หลักฐาน/เอกสารที่ใช้ประกอบคำขอ
  1. สำเนาปริญญาบัตรหรือประกาศนียบัตร พร้อม ต้นฉบับแสดงต่อเจ้าหน้าที่
  2. สำเนาพร้อมต้นฉบับใบรับรอง ผลการศึกษาตลอด หลักสูตร (Transcript) กรณีฝึกหัดงานระหว่างการ ศึกษา ให้ใช้ให้หนังสือรับรองของสถาบันการศึกษา ที่แสดงว่าได้สอบผ่านวิชาการบัญชี ตามที่สภาวิชาชีพ บัญชีกำหนดไม่น้อยกว่า 4 รายวิชา และวิชาสอบ บัญชี ไม่น้อยกว่า 1 รายวิชา ซึ่งรวมทุกวิชาแล้ว ไม่น้อยกว่า 15 หน่วยกิต
  3. สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาหนังสืออื่นใด ของทางราชการ ซึ่งใช้ในการแสดงตนได้
  4. สำเนาทะเบียนบ้าน
ลำดับที่ 2
รายงานการฝึกหัดงาน ปีละ 1 ครั้ง นับจากวันแจ้งฝึกหัดงาน โดยใช้ แบบ ผส.2 และฝึกหัดงานต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 3 ปี และมีเวลาฝึกหัดงาน ไม่น้อยกว่า 3,000 ชม.
หลักฐาน/เอกสารที่ใช้ประกอบคำขอ
  • เลขที่ คำขอแจ้งการฝึกหัดงาน
    หนังสือยืนยัน จากนิติบุคคลตามที่ได้ รายงานไว้ ในแบบรายงาน การฝึกหัดงาน สอบบัญชี ในแต่ละปีเพื่อยืนยันว่า ได้เข้าตรวจสอบบัญชี ของนิติบุคคล รอบปีบัญชีใด เป็นระยะเวลาเท่าใด
ลำดับที่ 3
เมื่อสิ้นสุดการฝึกหัดงาน เป็นเวลาต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 3 ปี และมีเวลาฝึกหัดงาน ไม่น้อยกว่า 3,000 ชม.แล้ว ให้ยื่นแบบคำรับรองของผู้ให้การฝึกงาน แบบ ผส.3
หลักฐาน/เอกสารที่ใช้ประกอบคำขอ
  • เลขที่คำขอ แจ้งการฝึกหัดงาน
    หนังสือยืนยัน จากนิติบุคคลตามที่ได้ รายงานไว้ ในแบบรายงาน การฝึกหัดงาน สอบบัญชีในแต่ละปี เพื่อยืนยันว่า ได้เข้าตรวจสอบบัญชี ของนิติบุคคล รอบปีบัญชีใด เป็นระยะเวลาเท่าใด (ในกรณีไม่ได้ยื่นในขั้นตอนการรายงานการฝึกหัดงาน)
ลำดับที่ 4
เมื่อเปลี่ยนผู้ให้การฝึกงาน จะต้องแจ้งต่อสภาวิชาชีพภายใน 1 เดือนนับแต่วันเปลี่ยนผู้ให้การ ฝึกหัดงาน โดยใช้ แบบ ผส.2 และแบบ ผส.3 สำหรับผู้ให้การฝึกหัดงานคนเดิม และใช้ แบบ ผส.4สำหรับผู้ให้การฝึกหัดงานคนใหม่
หลักฐาน/เอกสารที่ใช้ประกอบคำขอ
  • เลขที่ คำขอแจ้งการฝึกหัดงาน
    หนังสือยืนยัน จากนิติบุคคลตามที่ได้ รายงานไว้ ในแบบรายงาน การฝึกหัดงาน สอบบัญชี ของผู้ให้การฝึกหัดงานคนเดิมเพื่อยืนยันว่า ได้เข้าตรวจสอบบัญชี ของนิติบุคคล รอบปีบัญชีใด เป็นระยะเวลาเท่าใด
ลำดับที่ 5
ต้องผ่านการทดสอบความรู้เป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต โดยผู้ที่ประสงค์จะเข้ารับการทดสอบจะต้องสำเร็จการศึกษา ได้รับปริญญา และอยู่ระหว่างการฝึกหัดงานสอบบัญชี หรือฝึกหัดงานครบถ้วนแล้ว
วิชาที่ทดสอบ แบ่งเป็นหกวิชา คือ วิชาการบัญชี ๑ วิชาการบัญชี ๒ วิชาการสอบบัญชี ๑ วิชา การสอบบัญชี ๒ วิชากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพสอบบัญชี และวิชาการสอบบัญชีที่ประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ขอบเขต รายละเอียดเนื้อหาและเค้าโครงของวิชาที่ต้องทดสอบให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
ผู้เข้ารับการทดสอบจะต้องสอบผ่านทุกวิชา และได้คะแนนในแต่ละวิชาไม่ต่ำกว่าร้อยละหกสิบจึงจะถือว่าผ่านการทดสอบ โดยผู้เข้ารับการทดสอบสามารถสะสมผลการทดสอบของแต่ละวิชาที่สอบผ่านได้ไม่เกินสามปี นับแต่วันที่ผ่านการทดสอบแต่ละวิชา

ลำดับที่ 6
เมื่อสอบผ่านครบทุกวิชาและได้หนังสือแจ้งสอบผ่านจากสภาพวิชาชีพแล้ว ให้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแบบ กบช.1 (ใช้แทนแบบของสภาฯชั่วคราว)
หลักฐาน/เอกสารที่ใช้ประกอบคำขอ
  1. รูปถ่าย ขนาด 2 นิ้ว (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน) จำนวน 3 รูป
  2. หนังสือรับรองความประพฤติจากสถานที่ทำงานปัจจุบัน
  3. บัตรประจำตัวสอบ
  4. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  5. สำเนาทะเบียนบ้าน